บทที่หนึ่ง เพชรอยู่รอบตัวเรา
เพื่อนๆ ทุกครั้งที่ผมไปบรรยายในเมืองใด ผมจะพูดคุยกับผู้คนในเมืองนั้นก่อน ดูว่าเขามีโอกาสอะไร และพลาดอะไรไป แล้วจึงขึ้นเวที แต่แก่นของเรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือทุกคนมีโอกาสสร้างตัวให้ดีขึ้นได้ ด้วยสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ตรงที่ตัวเองยืนอยู่
หลายปีก่อน ขณะผมล่องแม่น้ำไทกริส ไกด์อาหรับชราคนหนึ่งเล่าเรื่องให้ผมฟังมากมาย หลายเรื่องผมลืมไปแล้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่มีวันลืม เขาบอกว่าเป็นเรื่องที่เก็บไว้เล่าให้ 'เพื่อนพิเศษ' เท่านั้น
ไกด์ชราเล่าว่า สมัยโบราณมีชาวเปอร์เซียชื่ออาลี ฮาเฟด เป็นเจ้าของฟาร์มใหญ่ ร่ำรวยและพึงพอใจในชีวิต วันหนึ่งมีนักบวชเฒ่ามาเยือน เล่าให้เขาฟังว่าโลกถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร และเล่าถึงเพชร
OldPriest: "เพชรคือหยดแสงอาทิตย์ที่แข็งตัวลง ถ้าท่านมีเพชรสักกำมือ ท่านจะซื้อได้ทั้งมณฑล ถ้าท่านมีเหมืองเพชร ลูกหลานของท่านจะได้นั่งบนบัลลังก์"
คืนนั้นอาลี ฮาเฟดนอนไม่หลับ เขากลายเป็นคนจน ไม่ใช่เพราะเสียอะไรไป แต่เพราะไม่พึงพอใจอีกต่อไป
AliHafed: "ท่านจะบอกผมได้ไหมว่าจะหาเพชรได้ที่ไหน"
OldPriest: "ถ้าท่านพบแม่น้ำที่ไหลผ่านทรายขาวระหว่างภูเขาสูง ในทรายนั้นท่านจะพบเพชรเสมอ"
AliHafed: "ผมจะไปหามัน"
เขาขายฟาร์ม ฝากครอบครัวไว้กับเพื่อนบ้าน แล้วออกเดินทางตามหาเพชรไปทั่ว จนเงินหมดและกลายเป็นขอทาน ในที่สุดเขายืนอยู่ริมอ่าวที่บาร์เซโลนา หมดหวัง แล้วก็กระโดดลงในคลื่น จมหายไปไม่กลับขึ้นมาอีก
ต่อมาไม่นาน ชายที่ซื้อฟาร์มของอาลี ฮาเฟดพาอูฐไปดื่มน้ำในลำธารกลางสวน เขาเห็นประกายแวววาวในทรายขาว หยิบก้อนหินสีดำที่สะท้อนแสงสีรุ้งขึ้นมาวางไว้บนหิ้ง แล้วก็ลืมไป จนนักบวชเฒ่าคนเดิมมาเยือนและเห็นมัน
OldPriest: "นี่คือเพชร! อาลี ฮาเฟดกลับมาแล้วหรือ"
แต่อาลี ฮาเฟดไม่ได้กลับมา มันเป็นเพียงก้อนหินที่พบในสวนหลังบ้านนั่นเอง ทั้งสองรีบไปคุ้ยทรายในสวน แล้วก็พบเพชรอีกมากมาย
ArabGuide: "นี่คือการค้นพบเหมืองเพชรโกลคอนดา เหมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพชรในมงกุฎอังกฤษและรัสเซียล้วนมาจากที่นั่น ถ้าอาลี ฮาเฟดอยู่บ้านและขุดในสวนของตัวเอง เขาก็คงมีเพชรอยู่รอบตัว เพราะทุกพลั่วดินในฟาร์มเก่านั้นเต็มไปด้วยอัญมณี"
ตอนนั้นเองผมเข้าใจว่าทำไมเขาเก็บเรื่องนี้ไว้สำหรับ 'เพื่อนพิเศษ' เขากำลังบอกเป็นนัยว่าชายหนุ่มที่ล่องแม่น้ำอยู่นี้ น่าจะกลับไปอยู่บ้านที่อเมริกาดีกว่า เรื่องของเขาทำให้ผมนึกถึงอีกหลายเรื่อง ที่ผมจะเล่าให้ท่านฟัง
ในแคลิฟอร์เนียปี 1847 ชายคนหนึ่งเป็นเจ้าของฟาร์ม เขาได้ยินว่ามีคนพบทองคำ จึงขายฟาร์มให้พันเอกซัตเตอร์แล้วออกเดินทางตามหาทอง ไม่กลับมาอีก ต่อมาลูกสาวของซัตเตอร์ร่อนทรายจากลำธารในฟาร์มนั้นหน้ากองไฟ แล้วพบเกล็ดทองคำเม็ดแรกของแคลิฟอร์เนีย มีทองถูกขุดจากฟาร์มนั้นถึงสามสิบแปดล้านดอลลาร์ ทองที่ชายคนนั้นเพียงแค่ยื่นมือก็หยิบได้ แต่เขากลับขายมันทิ้งไป
ในเพนซิลเวเนียก็เช่นกัน ชายคนหนึ่งจะขายฟาร์มไปทำงานเก็บน้ำมันถ่านหินให้ลูกพี่ลูกน้องในแคนาดา เขาศึกษาเรื่องน้ำมันจนรู้ทุกอย่าง แล้วขายฟาร์มไปในราคา 833 ดอลลาร์ ต่อมาเจ้าของใหม่พบว่าในลำธารหลังโรงนานั้น เจ้าของเก่าเคยเอากระดานกั้นฝ้าน้ำมันไว้ให้วัวดื่มน้ำได้ ฝ้าที่เขาเห็นว่าน่ารังเกียจนั่นแหละคือน้ำมันถ่านหิน ที่ต่อมามีมูลค่าถึงพันล้านดอลลาร์ ชายที่ศึกษาจนรู้ทุกอย่าง กลับขายมันไปในราคา 833 ดอลลาร์
แต่ตัวอย่างที่ผมชอบที่สุดอยู่ในแมสซาชูเซตส์ ชายหนุ่มคนหนึ่งเรียนวิชาเหมืองแร่ที่เยลจนเก่งกาจ มหาวิทยาลัยจ้างเขาสอน เงินเดือน 15 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ พอเรียนจบเขาได้ขึ้นเป็น 45 ดอลลาร์ พร้อมตำแหน่งศาสตราจารย์ แต่เขากลับบ้านไปหาแม่
Charlie: "แม่ ผมไม่ทำงานรับเงินเดือน 45 ดอลลาร์หรอก คนสมองดีแบบผม ไปแคลิฟอร์เนียขุดทองขุดเงินดีกว่า แล้วจะรวยมหาศาล"
CharliesMother: "ชาร์ลีจ๋า มีความสุขไม่ดีกว่าร่ำรวยหรอกหรือ"
Charlie: "ได้สิแม่ แต่มีทั้งสุขและรวยพร้อมกันก็ดีกว่าใช่ไหมล่ะ"
เขาขายทุกอย่างในแมสซาชูเซตส์แล้วไปทำงานเหมืองทองแดงที่วิสคอนซินในเงินเดือน 15 ดอลลาร์เท่าเดิม และไม่เคยค้นพบเหมืองใดเลย แต่เจ้าของใหม่ที่ซื้อบ้านเก่าของเขาไป กลับพบแท่งเงินบริสุทธิ์ฝังอยู่ที่รั้วหินข้างประตูบ้าน ศาสตราจารย์ด้านแร่ที่ไม่ยอมทำงานรับ 45 ดอลลาร์ นั่งทับเงินก้อนนั้นตอนเซ็นสัญญาขายบ้านพอดี เขาเดินผ่านมันทุกวันจนแท่งเงินขัดเงาวาว แต่เขาไม่เคยหยิบมันขึ้นมา
เพื่อนๆ ความผิดพลาดนี้เป็นเรื่องสากล ท่านและผมก็ทำเหมือนกัน เราหัวเราะเขาได้อย่างไร ในเมื่อขณะที่เรานั่งหัวเราะเขาอยู่นี้ เขาก็มีสิทธิ์นั่งหัวเราะเรามากกว่าเสียอีก